Journey friends

เวลาเดินทางไกล คุณใช้เวลาที่ว่างขณะเดินทางทำอะไรกันบ้าง?

หากเป็นคนที่โดยสารเครื่องบินบ่อยครั้งคงจะพอทราบกันว่า เวลาเดินทางเราจำเป็นต้องไปรอก่อนขึ้นเครื่อง แม้กระทั่งเวลาอยู่บนเครื่องก็ถือเป็นเวลาที่คุณไม่สามารถทำอะไรที่เป็นกิจลักษณะได้มากนัก แล้วพวกคุณทำอะไรกันล่ะ?

เล่นโทรศัพท์, ถ่ายภาพ, ฟังเพลง, หาของกิน, ดูหนังบนเครื่อง, นอน

ปกติเวลาเราเดินทางไฟลท์กลางคืนเราก็นอนเหมือนกัน แต่พอเป็นไฟล์ทกลางวันที่ยาวหน่อยจะเอางานเอกสารขึ้นไปทำ(สุดยอดมนุษย์งาน) แต่พักหลังๆ เรารู้สึกว่าโรคเครียดเรากำเริบจากการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เราเลยต้องหาอย่างอื่นไปทำระหว่างเดินทางแทน และเราเลือก…

หนังสือ

ชาวต่างชาติเขาจะมี pocket book ติดกระเป๋าไว้ตลอด มันดูเท่ดี แต่ว่าเราเลือกเพราะเราขี้เกียจปิดเปิดโทรศัพท์เวลาขึ้นเครื่อง ขี้เกียจดูหนังบางทีก็หนังอาหรับดูไปแป๊บนึงก็หลับตามอาไปค่ะ -__-

พักหลังๆ มานี่เลยได้อ่านหนังสือเยอะมาก ตอนแรกก็หนังสือที่ซื้อมาทิ้งไว้นานแล้ว แล้วยังไม่ได้อ่าน ผ่านไปสามเดือนหนังสือที่เคยซื้อมาดองไว้หมด (เดินทางถี่นะช่วงนั้น) ต่อมาก็เริ่มอ่านไม่เลือกหน้าอ่ะ เราอ่านออกไม่กี่ภาษาในโลก เพราะฉะนั้นการหาหนังสือในร้านหนังสือสนามบินจึงจำกัดพอสมควร แต่มันทำให้เราได้อ่านแบบเท่าที่มีแล้วพบว่าหนังสือทุกเล่มมันมีอะไรของมันนะ

If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together. – African Proverb

ชีวิตเหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ ถ้าอยากไปถึงจุดหมายไวก็ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปได้ไกลกว่านั้นลองหาเพื่อนร่วมทางดู… มีใครสักคนบอกเราไว้แบบนี้ (ไม่แน่ใจว่าเพื่อนหรือตัวละครในเกม)

แต่การหาเพื่อนร่วมทางสักคนมันก็ไม่ง่ายนะ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากเดินทางเดียวกับเรา บางคนก็อยากไปถึงจุดหมายเดียวกับเรา แต่เขาไม่ชอบทางที่เราเลือก เขามีวิธีเดินของเขา เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ไปได้ไกล และไปได้เร็ว… ใช่เราเลือกทั้งคู่ เราเรียนรู้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า

คนรวยจะไม่เลือกอย่าใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้สมองอีกนิดเพื่อหาทางให้ได้มาทั้งสองอย่าง – จากหนังสือ ถอดรหัสสมองเงินล้าน

เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มหาทางที่จะได้มันมา เราไม่มีเพื่อนร่วมทางนั่นทำให้เราน่าจะไปได้ไวกว่าอยู่แล้ว แต่อะไรล่ะที่จะทำให้เราไปได้ไกล…

Don’t stop to educate yourself .

เอาจริงก็ หนังสือไงเพื่อนร่วมทางทีดีสำหรับคนที่มีเป้าหมายที่ไม่ซ้ำใคร

หนังสือไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่จะทำให้คุณไปได้ไกลขึ้นหรอก ความไกลมันอยู่ที่ระยะการวางเป้าหมายของคุณ (ซึ่งมันก็มีเหตุที่จะไกลขึ้นได้ด้วยการเปิดทัศนะในการมองโลกของคุณจากการอ่านหนังสือ) แต่ที่มั่นใจคือ หนังสือทำให้คุณไปเดินทางไวขึ้น

หนังสือคือที่เก็บความรู้มากมายที่ทำให้คุณฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ของบางคนช่วยย่นระยะเวลาการลองผิดลองถูก ความรู้ใหม่ๆ ทำให้คุณมองงานของคุณกว้างขึ้น ความเร็วเราไม่รู้ว่าคุณเทียบอย่างไรกับใคร เราเทียบกับตัวเองก่อนอ่านหนังสือกับหลังอ่านหนังสือเท่านั้นเอง แล้วมันก็เร็วขึ้นจริงๆ

พออ่านจบแล้ว… เราหวังว่าในกระเป๋าของคุณจะมีเพื่อนร่วมทางคนใหม่สักเล่มนะ

เตีย on the way

ปล. แถมในทางที่เป็นรูปธรรม ลองอ่านหนังสือตอนเดินทาง มันเหมือนเวลาผ่านไปไวขึ้นนะ (ฮ่า)

Advertisements

invisible trap

กับดักที่มองไม่เห็น

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเดินเข้าหาเป้าหมายมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจออุปสรรค มีศัตรู มีเรื่องที่ไม่เข้าท่า บางทีเราก็ทำอะไรโง่ๆ ลงไปโดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ แต่มันมีหนึ่งสิ่งที่คนมักจะลืมสิ่งนั้นคือ

โอกาสอื่นที่เข้ามา

โอกาสอื่นๆ ที่ไม่ใช่โอกาสที่เราต้องการ หากมองกันตามหลักตรรกศาสตร์แล้ว มันย่อมเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่นำเราไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเรา แต่น่าตกใจที่มักจะมีคนตกลงไปในกับดักนี้กันเยอะมาก เหตุผลน่ะหรือ ง่ายนิดเดียว…

ทางที่เรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายของเรามักจะยากเสมอ และเจ้าสิ่งที่เรียกว่า โอกาสอื่นมักจะแวะเข้ามาตอนที่เรากำลังเหนื่อยล้ากับเป้าหมายเสมอ มันจะเป็นสิ่งที่หอมหวาน เพราะมันคือโอกาสไง แต่ในความจริงแล้ว มันหอมหวานจริงหรือ? ตามหลักทั่วไปแล้ว ฉันไม่มีคำตอบให้คุณในเรื่องนี้ แต่เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะเล่าให้ฟังแล้วคุณก็ไปชั่งใจเอาเองนะ … อยากบอกอีกนิดก่อนว่า กับดักอันนี้ มันดูออกยากมาก

ตัวละครสมมติ เจน โด (เหมือนการตั้งชื่อเหยื่อฆาตกรรมที่ยังระบุชื่อไม่ได้ในอเมริกา)

เจน โดต้องการจะเปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง แต่ว่ามันยากมากเมื่อเธอยังไม่มีเงินทุน และตอนนี้เธอก็รับเป็นผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนมหาวิทยาลัยในการมาทำงาน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ของเธอเริ่มยื่นสมัครทำงานบริษัทห้างร้านกันแล้วเพื่อหางานประจำกันหลังเรียนจบ และเพื่อนสนิทของเจน โดก็เกิดเป็นห่วงเจน โดขึ้นมาจึงได้ชักชวนเธอไปสมัครงานเป็นพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินด้วยกัน ประวัติการเรียนของเจน โดถือว่าดีถึงขั้นดีมากและงานพิเศษที่เธอกำลังทำอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะอีกนาน กว่าเธอจะได้เงินมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่ถ้าหากว่าทำงานประจำล่ะ ด้วยสมองที่ดีของเธอเธอต้องก้าวหน้าในหน้าที่การงานแน่ๆ คำถามคือเจน โด ควรทำอย่างไร?

ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไหนก็ไม่ถือว่าผิด! แต่ตรรกะศาสตร์มีคำตอบให้คุณเสมอ!!! ฉันจะตีเป็นสมการให้ฟังนะ

เป้าหมายของเจน โด คือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง

ตัวเลือกของเจนโด

  1. ทำงานร้านอาหารพาร์ทไทม์เพื่อเก็บเงิน
    ข้อดีคือ ได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำร้านอาหาร
    อุปสรรคคือ เงินน้อยใช้เวลานาน
  2. ทำงานประจำกับเพื่อน
    ข้อดีคือ ได้เงินเร็วกว่า มีความมั่นคง
    อุปสรรคคือ ใช้เวลาทำงานเต็มวันไม่มีเวลามาจัดการเรื่องร้านอาหาร หรือสุดท้ายอาจจะต้องทิ้งเรื่องร้านอาหารไป แล้วติดอยู่กับการทำงานประจำตลอดไป

ข้อสังเกต : เจน โด เรียนเก่ง, เพื่อนๆ ของเจน โดหางานประจำ

ทุกตัวเลือกมีอุปสรรค  และข้อดีของตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าทางไหนก็ดีทั้งนั้น แล้วในเรื่องแบบนี้ คำตอบไหนล่ะที่ถูก จำไว้นะคะทุกคน! การที่จะตอบคำถามใดให้ถูกนั้นขึ้นอยู่กับโจทย์

โจทย์ของคนอื่น หรือสังคม หรือเพื่อนสนิทของเจน โด คือ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง แล้วโจทย์ของเจน โด ล่ะ… โจทย์ของเจน โดคือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง! ชัดรึยัง!

แล้วถ้าเจน โดดันไปเลือกข้อสอง มันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจน โดกำลังใช้ชีวิตตัวเองเพื่อเป้าหมายของคนอื่น ถูกมั้ยคะ?​

Be yourself! even if someone else say somethings better!

คุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่มีค่าของคุณ ไปกับสิ่งที่คุณอยากได้จริงๆ เท่านั้นและอย่าให้คนที่คุณก็ไม่ได้ชอบขี้หน้ามากนัก หรือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตคุณเข้ามาเปลี่ยนทางของชีวิตคุณง่ายๆ ฉันรู้ค่ะ ว่ามันยากเวลาที่เจอสิ่งล่อตาล่อใจ… แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เตรียมโยนความฝันของคุณลงถังขยะไปได้เลย

สำหรับใครที่หลงทางไปแล้ว มีสองอย่างให้คุณได้คิด อย่างแรกคือ บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่การหลงทางก็ได้นะ คุณต้องพิจารณาดีๆ ก่อน ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี…
แต่ถ้าหากว่าคุณมั่นใจว่าหลงทางแน่ๆ แล้ว ฉันมีข่าวดีว่าอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้าจะมี u-turn ชิดขวาไว้เลย แล้วเตรียมตัวให้ดี

ขอให้คุณโชคดี และเดินทางโดยสวัสดิ์ภาพ

อาเตีย, โป
2017, July 18

ปล. เทคนิคการดูว่าทางที่คุณเดินมันถูกรึยังง่ายๆ คือ ถ้ามันยากน่ะ ถูกทางแล้ว