Good morning from Grand mom

อรุณสวัสดิ์วันอังคาร (รูปดอกไม้สีชมพู)

ตั้งแต่ประชากรไทยรุ่นใหญ่เริ่มเล่นโปรแกรมไลน์เป็น ทุกเช้าประเทศเราจะมีคล้ายๆ ประเพณีไปแล้วคือการสวัสดีตอนเช้าด้วยรูปดอกไม้ในไลน์ ในวันพิเศษเช่นวันพระอาจจะเป็นรูปพระ บางคนอาจจะคิดว่ามันน่ารำคาญ มันน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าจะส่งอะไรกลับไป มีแค่สติกเกอร์โง่ๆ ไว้ตอบเท่านั้น…

เราก็ขี้เกียจตอบเหมือนพวกคุณนั่นแหละ…

จนกระทั่งเราได้ใช้เวลาพักร้อน(อันน้อยนิด) มาอยู่ดูแลยายที่โรงพยาบาล ทุกเช้าหลังจากที่พยาบาลเจาะเลือด หมอเข้าตรวจแล้ว เราก็เห็นภารกิจยามเช้าของยายซึ่งกินเวลานานมาก เราก็สงสัยว่ายายจิ้มโทรศัพท์ทำไมนานมาก… เอ๊ะ พิมพ์ไม่ถูกรึเปล่า มีอะไรที่เราต้องช่วยมั้ย… เราก็เลยทำการแอบดู

ยายกำลังเลือกรูปสวัสดีตอนเช้า

แต่ว่ามันไม่ธรรมดาขนาดนั้น ไม่ใช่แค่ว่าก๊อบรูปของคนที่ส่งมาแล้วส่งต่อ ยายเราบรรจงเลือกทีละรูปจากคลังภาพ(ที่เซฟจนหนักโทรศัพท์ช้า) ส่งสวัสดีไปก่อนแล้วค่อยส่งอวยพรตาม ที่สำคัญคือแต่ละคนก็จะไม่ซ้ำกัน ตามแต่แต่ละคนชอบ ส่งให้รุ่นเดียวกันก็จะเป็นธรรมะ สุขภาพ ส่งให้ลูกๆ ก็หน้าที่การงานจงเจริญก้าวหน้า ส่งหลานก็จะส่งเป็นคำอวยพรดีๆ เราก็เกิดความสงสัยด้วยความเป็นห่วง นึกว่ายายกดแบบส่งหลายๆ แชทไม่เป็นไงก็เลยถามยายไป

“ยาย ทำไมต้องเลือกทีละรูปอ่ะ ไม่ส่งไปทีเดียวเลย”

ยายหันมายิ้มให้ ก่อนจะลดโทรศัพท์ลงเล็กน้อย

“เวลาจะอวยพรใครก็ต้องให้เหมาะกับคนนั้น เขาอ่านจะได้ดีใจ ปากคนเรากินพริกกินเกลือด้วย พูดอะไรก็เป็นไปตามนั้น จะอวยพรไปเรื่อยไม่ได้…”

ฉันยิ้มกับความน่ารักของยาย

นั่นสิ คนที่เป็นฝั่งรับเนี่ยไม่เคยรู้หรอกนะว่าคนส่งเขาตั้งใจแค่ไหน บางคนเขาตั้งใจมากนะ อย่าไปเพิกเฉยละเลยเขาเลย ตอบแชทผู้ใหญ่ในบ้านกินเวลาไม่นานเท่านั่งรอแชทบางคนหรอกน่า …

 

Journey friends

เวลาเดินทางไกล คุณใช้เวลาที่ว่างขณะเดินทางทำอะไรกันบ้าง?

หากเป็นคนที่โดยสารเครื่องบินบ่อยครั้งคงจะพอทราบกันว่า เวลาเดินทางเราจำเป็นต้องไปรอก่อนขึ้นเครื่อง แม้กระทั่งเวลาอยู่บนเครื่องก็ถือเป็นเวลาที่คุณไม่สามารถทำอะไรที่เป็นกิจลักษณะได้มากนัก แล้วพวกคุณทำอะไรกันล่ะ?

เล่นโทรศัพท์, ถ่ายภาพ, ฟังเพลง, หาของกิน, ดูหนังบนเครื่อง, นอน

ปกติเวลาเราเดินทางไฟลท์กลางคืนเราก็นอนเหมือนกัน แต่พอเป็นไฟล์ทกลางวันที่ยาวหน่อยจะเอางานเอกสารขึ้นไปทำ(สุดยอดมนุษย์งาน) แต่พักหลังๆ เรารู้สึกว่าโรคเครียดเรากำเริบจากการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เราเลยต้องหาอย่างอื่นไปทำระหว่างเดินทางแทน และเราเลือก…

หนังสือ

ชาวต่างชาติเขาจะมี pocket book ติดกระเป๋าไว้ตลอด มันดูเท่ดี แต่ว่าเราเลือกเพราะเราขี้เกียจปิดเปิดโทรศัพท์เวลาขึ้นเครื่อง ขี้เกียจดูหนังบางทีก็หนังอาหรับดูไปแป๊บนึงก็หลับตามอาไปค่ะ -__-

พักหลังๆ มานี่เลยได้อ่านหนังสือเยอะมาก ตอนแรกก็หนังสือที่ซื้อมาทิ้งไว้นานแล้ว แล้วยังไม่ได้อ่าน ผ่านไปสามเดือนหนังสือที่เคยซื้อมาดองไว้หมด (เดินทางถี่นะช่วงนั้น) ต่อมาก็เริ่มอ่านไม่เลือกหน้าอ่ะ เราอ่านออกไม่กี่ภาษาในโลก เพราะฉะนั้นการหาหนังสือในร้านหนังสือสนามบินจึงจำกัดพอสมควร แต่มันทำให้เราได้อ่านแบบเท่าที่มีแล้วพบว่าหนังสือทุกเล่มมันมีอะไรของมันนะ

If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together. – African Proverb

ชีวิตเหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ ถ้าอยากไปถึงจุดหมายไวก็ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปได้ไกลกว่านั้นลองหาเพื่อนร่วมทางดู… มีใครสักคนบอกเราไว้แบบนี้ (ไม่แน่ใจว่าเพื่อนหรือตัวละครในเกม)

แต่การหาเพื่อนร่วมทางสักคนมันก็ไม่ง่ายนะ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากเดินทางเดียวกับเรา บางคนก็อยากไปถึงจุดหมายเดียวกับเรา แต่เขาไม่ชอบทางที่เราเลือก เขามีวิธีเดินของเขา เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ไปได้ไกล และไปได้เร็ว… ใช่เราเลือกทั้งคู่ เราเรียนรู้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า

คนรวยจะไม่เลือกอย่าใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้สมองอีกนิดเพื่อหาทางให้ได้มาทั้งสองอย่าง – จากหนังสือ ถอดรหัสสมองเงินล้าน

เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มหาทางที่จะได้มันมา เราไม่มีเพื่อนร่วมทางนั่นทำให้เราน่าจะไปได้ไวกว่าอยู่แล้ว แต่อะไรล่ะที่จะทำให้เราไปได้ไกล…

Don’t stop to educate yourself .

เอาจริงก็ หนังสือไงเพื่อนร่วมทางทีดีสำหรับคนที่มีเป้าหมายที่ไม่ซ้ำใคร

หนังสือไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่จะทำให้คุณไปได้ไกลขึ้นหรอก ความไกลมันอยู่ที่ระยะการวางเป้าหมายของคุณ (ซึ่งมันก็มีเหตุที่จะไกลขึ้นได้ด้วยการเปิดทัศนะในการมองโลกของคุณจากการอ่านหนังสือ) แต่ที่มั่นใจคือ หนังสือทำให้คุณไปเดินทางไวขึ้น

หนังสือคือที่เก็บความรู้มากมายที่ทำให้คุณฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ของบางคนช่วยย่นระยะเวลาการลองผิดลองถูก ความรู้ใหม่ๆ ทำให้คุณมองงานของคุณกว้างขึ้น ความเร็วเราไม่รู้ว่าคุณเทียบอย่างไรกับใคร เราเทียบกับตัวเองก่อนอ่านหนังสือกับหลังอ่านหนังสือเท่านั้นเอง แล้วมันก็เร็วขึ้นจริงๆ

พออ่านจบแล้ว… เราหวังว่าในกระเป๋าของคุณจะมีเพื่อนร่วมทางคนใหม่สักเล่มนะ

เตีย on the way

ปล. แถมในทางที่เป็นรูปธรรม ลองอ่านหนังสือตอนเดินทาง มันเหมือนเวลาผ่านไปไวขึ้นนะ (ฮ่า)

invisible trap

กับดักที่มองไม่เห็น

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเดินเข้าหาเป้าหมายมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจออุปสรรค มีศัตรู มีเรื่องที่ไม่เข้าท่า บางทีเราก็ทำอะไรโง่ๆ ลงไปโดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ แต่มันมีหนึ่งสิ่งที่คนมักจะลืมสิ่งนั้นคือ

โอกาสอื่นที่เข้ามา

โอกาสอื่นๆ ที่ไม่ใช่โอกาสที่เราต้องการ หากมองกันตามหลักตรรกศาสตร์แล้ว มันย่อมเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่นำเราไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเรา แต่น่าตกใจที่มักจะมีคนตกลงไปในกับดักนี้กันเยอะมาก เหตุผลน่ะหรือ ง่ายนิดเดียว…

ทางที่เรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายของเรามักจะยากเสมอ และเจ้าสิ่งที่เรียกว่า โอกาสอื่นมักจะแวะเข้ามาตอนที่เรากำลังเหนื่อยล้ากับเป้าหมายเสมอ มันจะเป็นสิ่งที่หอมหวาน เพราะมันคือโอกาสไง แต่ในความจริงแล้ว มันหอมหวานจริงหรือ? ตามหลักทั่วไปแล้ว ฉันไม่มีคำตอบให้คุณในเรื่องนี้ แต่เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะเล่าให้ฟังแล้วคุณก็ไปชั่งใจเอาเองนะ … อยากบอกอีกนิดก่อนว่า กับดักอันนี้ มันดูออกยากมาก

ตัวละครสมมติ เจน โด (เหมือนการตั้งชื่อเหยื่อฆาตกรรมที่ยังระบุชื่อไม่ได้ในอเมริกา)

เจน โดต้องการจะเปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง แต่ว่ามันยากมากเมื่อเธอยังไม่มีเงินทุน และตอนนี้เธอก็รับเป็นผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนมหาวิทยาลัยในการมาทำงาน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ของเธอเริ่มยื่นสมัครทำงานบริษัทห้างร้านกันแล้วเพื่อหางานประจำกันหลังเรียนจบ และเพื่อนสนิทของเจน โดก็เกิดเป็นห่วงเจน โดขึ้นมาจึงได้ชักชวนเธอไปสมัครงานเป็นพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินด้วยกัน ประวัติการเรียนของเจน โดถือว่าดีถึงขั้นดีมากและงานพิเศษที่เธอกำลังทำอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะอีกนาน กว่าเธอจะได้เงินมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่ถ้าหากว่าทำงานประจำล่ะ ด้วยสมองที่ดีของเธอเธอต้องก้าวหน้าในหน้าที่การงานแน่ๆ คำถามคือเจน โด ควรทำอย่างไร?

ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไหนก็ไม่ถือว่าผิด! แต่ตรรกะศาสตร์มีคำตอบให้คุณเสมอ!!! ฉันจะตีเป็นสมการให้ฟังนะ

เป้าหมายของเจน โด คือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง

ตัวเลือกของเจนโด

  1. ทำงานร้านอาหารพาร์ทไทม์เพื่อเก็บเงิน
    ข้อดีคือ ได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำร้านอาหาร
    อุปสรรคคือ เงินน้อยใช้เวลานาน
  2. ทำงานประจำกับเพื่อน
    ข้อดีคือ ได้เงินเร็วกว่า มีความมั่นคง
    อุปสรรคคือ ใช้เวลาทำงานเต็มวันไม่มีเวลามาจัดการเรื่องร้านอาหาร หรือสุดท้ายอาจจะต้องทิ้งเรื่องร้านอาหารไป แล้วติดอยู่กับการทำงานประจำตลอดไป

ข้อสังเกต : เจน โด เรียนเก่ง, เพื่อนๆ ของเจน โดหางานประจำ

ทุกตัวเลือกมีอุปสรรค  และข้อดีของตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าทางไหนก็ดีทั้งนั้น แล้วในเรื่องแบบนี้ คำตอบไหนล่ะที่ถูก จำไว้นะคะทุกคน! การที่จะตอบคำถามใดให้ถูกนั้นขึ้นอยู่กับโจทย์

โจทย์ของคนอื่น หรือสังคม หรือเพื่อนสนิทของเจน โด คือ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง แล้วโจทย์ของเจน โด ล่ะ… โจทย์ของเจน โดคือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง! ชัดรึยัง!

แล้วถ้าเจน โดดันไปเลือกข้อสอง มันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจน โดกำลังใช้ชีวิตตัวเองเพื่อเป้าหมายของคนอื่น ถูกมั้ยคะ?​

Be yourself! even if someone else say somethings better!

คุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่มีค่าของคุณ ไปกับสิ่งที่คุณอยากได้จริงๆ เท่านั้นและอย่าให้คนที่คุณก็ไม่ได้ชอบขี้หน้ามากนัก หรือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตคุณเข้ามาเปลี่ยนทางของชีวิตคุณง่ายๆ ฉันรู้ค่ะ ว่ามันยากเวลาที่เจอสิ่งล่อตาล่อใจ… แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เตรียมโยนความฝันของคุณลงถังขยะไปได้เลย

สำหรับใครที่หลงทางไปแล้ว มีสองอย่างให้คุณได้คิด อย่างแรกคือ บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่การหลงทางก็ได้นะ คุณต้องพิจารณาดีๆ ก่อน ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี…
แต่ถ้าหากว่าคุณมั่นใจว่าหลงทางแน่ๆ แล้ว ฉันมีข่าวดีว่าอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้าจะมี u-turn ชิดขวาไว้เลย แล้วเตรียมตัวให้ดี

ขอให้คุณโชคดี และเดินทางโดยสวัสดิ์ภาพ

อาเตีย, โป
2017, July 18

ปล. เทคนิคการดูว่าทางที่คุณเดินมันถูกรึยังง่ายๆ คือ ถ้ามันยากน่ะ ถูกทางแล้ว

[Crash My University] ep 1 ; มหาลัยที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เข้าเด็ดขาด

ep 1 ; มหาลัยที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เข้าเด็ดขาด

ช่วงนี้ก็เข้าใกล้การเปิดของมหาลัยมากขึ้นแล้วสินะ มันอาจจะแปลกที่มาเล่าตอนเรียนจบและรับปริญญาไปแล้ว เพราะว่าวันนี้ฉันนั่งดูภาพเก่าๆ สมัยมัธยมและภาพสมัยมหาลัย แล้วภาพมันก็เพลย์แบล็คกลับไป ณ วันเก่าๆ

เพราะว่าตั้งแต่เข้าเรียนยันจบมา ฉันไม่เคยได้บอกใครเลยว่านี่คือมหาลัยที่ฉันเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่เข้า

วันที่ 16 ธันวาคม 2011

วันเกิดครบรอบ 18 ปีของฉันและวันเดียวกับการสอบโควต้ามหาลัยชื่อดังทางภาคเหนือแห่งหนึ่ง ปีนั้นสอบ 5 วิชาต้องผ่าน 30 คะแนนอะไรประมาณนั้นจำไม่ได้แล้ว มันนานมากตอนนั้นสอบติดหลายที่แล้วด้วย ก็เลยทำตัวเฉื่อยไปสอบทั้งที่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ไปเหล่หนุ่มโต๊ะข้างๆ มากกว่า พอนั่งปุ๊บ!โต๊ะข้างๆ ดันเป็นเพื่อนสนิทเรา กรอกตาจนตาหลบไปชนผนังกระโหลก ไม่ได้เหล่หนุ่มที่ไหนไม่พอ บรรยากาศยังแย่อีก -_-

วันที่ 06 มกราคม 2012

วันประกาศผลโควต้าของมหาวิทยาลัย และฉันติด! วันนั้นฉันดีใจมาก ดีใจแบบที่มีดอกไม้ฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมววิ่งวนรอบตัว และคนที่เราเคยคิดว่าเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็เดินมาหาเรา ฉากคล้ายๆ ในละครวัยรุ่น นางเดินมาเอาฟันชี้หน้าหาเรื่องเรามาแต่ไกล

“โห อย่างแกน่ะติดอยู่แล้ว คณะอย่างนั้นใครก็สอบติดมั้ง”

คือไอ้คนที่พูดตอนนั้นมันยังไม่ติดสักคณะเลยนะ คิดอย่างไงมาพูดจาสามหาวกับเราอย่างนี้ และทุกคนมาแสดงความยินดีหมด มีนังนี่คนเดียวที่เดิมมาพูดอย่างนี้ ฟีลนั้นอยากจะเหนี่ยวหมัดช่วยมันจัดฟันฟรีจริงๆ แต่คิดอีกที ยังไม่ได้ใบจบม.6 ยังมีเรื่องทะเลาะวิวาทไม่ได้ เลยยิ้มอ่อนแล้วก็ตอบกลับไปแบบแม่พระว่า

“แล้วผลแกเป็นไงบ้าง”

ตอนนั้นสะใจที่ได้เห็นหน้าเจื่อนๆ ของนางมาก ยิ่งตอนนางบอกว่าไม่ติดพร้อมกับทำหน้าเฟลๆ แต่ปากก็บอกว่า “ไม่ได้คิดมากอะไร ไม่ได้อยากเข้าที่นี่แต่แรก” พอยิ่งเห็นคนองุ่นเปรี้ยวมะนาวหมานมันช่างมีความสุขเสียจริง แต่มาในเวย์ของแม่ชีแล้วก็ต้องไปให้สุด จำไม่ได้ว่ายิ้มของตัวเองตอนนั้นปลอมแค่ไหน ปลอมขนาดบาร์บี้ยังอายรึเปล่า

“เสียใจด้วยนะ นี่แค่สนามแรกๆ ยังเหลืออีกหลายรอบ เดี๋ยวแกก็ได้ที่เรียนเองแหละ…”

เป็นการตอกย้ำว่าคนอย่างหล่อนยังไม่ได้ที่เรียนอย่ามาสะเออะแนะนำคนอื่น ว่าแล้วก็เดินสะบัดบ๊อบออกมาค่ะ ตอนนั้นผมบ๊อบจริงๆ บ๊อบเป็นคำกล่าวอย่างหรูของทรงนักเรียนน่ะ

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะ เคลียร์รี่งเฮาส์กับที่ไหนด้วยซ้ำ

จริงๆ ถ้าต้องให้เล่ากันเรื่องเรากับมหาลัยมันก็คงจะต้องใช้คำว่าพรหมลิขิต คล้ายๆ กับในนิยายน้ำเน่าที่นางเอกกับพระเอกต้องเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน เพราะมหาลัยแห่งนี้เป็นมหาลัยที่ฉันไม่เคยคิดจะเข้า ถึงกับเคยลั่นวาจาไว้เลยด้วยว่าไม่มีทางมาสอบ… เหตุการณ์เริ่มต้นก็คงเป็นตอน ม.2 ช่วงนั้นฉันออกมาเที่ยวกับที่บ้านวันหยุด

เราขับรถมาจนถึงจังหวัดทางภาคเหนือจังหวัดหนึ่ง มาแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก เสื้อผ้าอะไรมาซื้อเอาข้างหน้า (นิสัยเที่ยวเอามันของเราก็ได้มาจากที่บ้านเนี่ยแหละนะ) หลังจากนอนโรงแรมหนึ่งคืนแล้วเราก็เตรียมขึ้นดอย(ภูเขา) เพื่อไปไหว้พระธาตุ ก่อนไปถึงก็ต้องผ่านมหาลัยแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับรั้วสีม่วงลาเวนเดอร์ของมหาลัยที่แสนกว้างขวางแล้วนะ และในวันที่เราจะขึ้นไปไหว้พระธาตุก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

วันนั้นไม่ใช่วันธรรมดาเหมือนทุกๆ วัน แต่เป็นวันที่มีการรับน้องใหญ่ของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง  แต่พอช่วงจะขึ้นดอยนั่นแหละ…

doi53_dent.jpg

ตรงนั้นมีกลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นดอยกัน บางคนก็จูงเพื่อน บางกลุ่มก็กำลังก้มๆ เงยๆ ตะโกนบทท่องอะไรยาวๆ อยู่ แม่กดเปิดหน้าต่างเพื่อดูบรรยากาศ รถติดขนัดจนเราเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของแต่ละคนได้ชัด

ตอนนั้นเราเป็นเด็กก้อน ที่ถ้าจะเรียกว่าไม่ออกกำลังกายอาจจะซอฟท์ไป เรียกว่าไม่ขยับตัวเลยจะง่ายกว่า น้องสาวตัวตุ้ยในตอนนั้นรู็สึกถึงความโหดร้ายของการเดินขึ้นภูเขาเป็นอย่างมาก พอเห็นแบบนั้นแล้วเราก็หันไปพูดกับพ่อว่า

“พ่อ น้องไม่เข้ามหาลัยนี้หรอก มหาลัยอะไรบังคับเด็กวิ่งขึ้นเขา”

เด็กตัวอ้วนกลมสิวเกรอะวันนั้น… กล่าวไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ และหมายมั่นปั้นมือว่าไม่มีทางแน่ๆ โดยที่ยังจำชื่อมหาลัยไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ภาพคนเหนื่อยอ่อนและเป็นลมวันนั้นมันช่างติดตาเหลือเกิน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ขณะที่ฉันกำลังเลือกเอารูปไปเก็บอยู่ ความทรงจำพวกนั้นกลายเป็นความทรงจำสีจางตั้งแต่ภาพที่พวกเราไปขับหลงทางในมหาลัยกันครั้งแรก จนถึงภาพตอนงานรับปริญญาไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำชัดเจนกว่ารูปถ่าย และในขณะที่ฉันกำลังตกอยู่ในภวังความทรงจำนั่นเอง ก็มีแจ้งเตือนกลุ่มไลน์ของเพื่อนสนิทขึ้นมา…

“ปีนี้ไปขึ้นดอยกันมั้ย?”

อาเตีย ผูกโป,
2017, July 7th

ปล. ถ้าว่างจะไปนะ