[Crash My University] ep 1 ; มหาลัยที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เข้าเด็ดขาด

ep 1 ; มหาลัยที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เข้าเด็ดขาด

ช่วงนี้ก็เข้าใกล้การเปิดของมหาลัยมากขึ้นแล้วสินะ มันอาจจะแปลกที่มาเล่าตอนเรียนจบและรับปริญญาไปแล้ว เพราะว่าวันนี้ฉันนั่งดูภาพเก่าๆ สมัยมัธยมและภาพสมัยมหาลัย แล้วภาพมันก็เพลย์แบล็คกลับไป ณ วันเก่าๆ

เพราะว่าตั้งแต่เข้าเรียนยันจบมา ฉันไม่เคยได้บอกใครเลยว่านี่คือมหาลัยที่ฉันเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่เข้า

วันที่ 16 ธันวาคม 2011

วันเกิดครบรอบ 18 ปีของฉันและวันเดียวกับการสอบโควต้ามหาลัยชื่อดังทางภาคเหนือแห่งหนึ่ง ปีนั้นสอบ 5 วิชาต้องผ่าน 30 คะแนนอะไรประมาณนั้นจำไม่ได้แล้ว มันนานมากตอนนั้นสอบติดหลายที่แล้วด้วย ก็เลยทำตัวเฉื่อยไปสอบทั้งที่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ไปเหล่หนุ่มโต๊ะข้างๆ มากกว่า พอนั่งปุ๊บ!โต๊ะข้างๆ ดันเป็นเพื่อนสนิทเรา กรอกตาจนตาหลบไปชนผนังกระโหลก ไม่ได้เหล่หนุ่มที่ไหนไม่พอ บรรยากาศยังแย่อีก -_-

วันที่ 06 มกราคม 2012

วันประกาศผลโควต้าของมหาวิทยาลัย และฉันติด! วันนั้นฉันดีใจมาก ดีใจแบบที่มีดอกไม้ฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมววิ่งวนรอบตัว และคนที่เราเคยคิดว่าเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็เดินมาหาเรา ฉากคล้ายๆ ในละครวัยรุ่น นางเดินมาเอาฟันชี้หน้าหาเรื่องเรามาแต่ไกล

“โห อย่างแกน่ะติดอยู่แล้ว คณะอย่างนั้นใครก็สอบติดมั้ง”

คือไอ้คนที่พูดตอนนั้นมันยังไม่ติดสักคณะเลยนะ คิดอย่างไงมาพูดจาสามหาวกับเราอย่างนี้ และทุกคนมาแสดงความยินดีหมด มีนังนี่คนเดียวที่เดิมมาพูดอย่างนี้ ฟีลนั้นอยากจะเหนี่ยวหมัดช่วยมันจัดฟันฟรีจริงๆ แต่คิดอีกที ยังไม่ได้ใบจบม.6 ยังมีเรื่องทะเลาะวิวาทไม่ได้ เลยยิ้มอ่อนแล้วก็ตอบกลับไปแบบแม่พระว่า

“แล้วผลแกเป็นไงบ้าง”

ตอนนั้นสะใจที่ได้เห็นหน้าเจื่อนๆ ของนางมาก ยิ่งตอนนางบอกว่าไม่ติดพร้อมกับทำหน้าเฟลๆ แต่ปากก็บอกว่า “ไม่ได้คิดมากอะไร ไม่ได้อยากเข้าที่นี่แต่แรก” พอยิ่งเห็นคนองุ่นเปรี้ยวมะนาวหมานมันช่างมีความสุขเสียจริง แต่มาในเวย์ของแม่ชีแล้วก็ต้องไปให้สุด จำไม่ได้ว่ายิ้มของตัวเองตอนนั้นปลอมแค่ไหน ปลอมขนาดบาร์บี้ยังอายรึเปล่า

“เสียใจด้วยนะ นี่แค่สนามแรกๆ ยังเหลืออีกหลายรอบ เดี๋ยวแกก็ได้ที่เรียนเองแหละ…”

เป็นการตอกย้ำว่าคนอย่างหล่อนยังไม่ได้ที่เรียนอย่ามาสะเออะแนะนำคนอื่น ว่าแล้วก็เดินสะบัดบ๊อบออกมาค่ะ ตอนนั้นผมบ๊อบจริงๆ บ๊อบเป็นคำกล่าวอย่างหรูของทรงนักเรียนน่ะ

ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะ เคลียร์รี่งเฮาส์กับที่ไหนด้วยซ้ำ

จริงๆ ถ้าต้องให้เล่ากันเรื่องเรากับมหาลัยมันก็คงจะต้องใช้คำว่าพรหมลิขิต คล้ายๆ กับในนิยายน้ำเน่าที่นางเอกกับพระเอกต้องเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน เพราะมหาลัยแห่งนี้เป็นมหาลัยที่ฉันไม่เคยคิดจะเข้า ถึงกับเคยลั่นวาจาไว้เลยด้วยว่าไม่มีทางมาสอบ… เหตุการณ์เริ่มต้นก็คงเป็นตอน ม.2 ช่วงนั้นฉันออกมาเที่ยวกับที่บ้านวันหยุด

เราขับรถมาจนถึงจังหวัดทางภาคเหนือจังหวัดหนึ่ง มาแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก เสื้อผ้าอะไรมาซื้อเอาข้างหน้า (นิสัยเที่ยวเอามันของเราก็ได้มาจากที่บ้านเนี่ยแหละนะ) หลังจากนอนโรงแรมหนึ่งคืนแล้วเราก็เตรียมขึ้นดอย(ภูเขา) เพื่อไปไหว้พระธาตุ ก่อนไปถึงก็ต้องผ่านมหาลัยแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับรั้วสีม่วงลาเวนเดอร์ของมหาลัยที่แสนกว้างขวางแล้วนะ และในวันที่เราจะขึ้นไปไหว้พระธาตุก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น

วันนั้นไม่ใช่วันธรรมดาเหมือนทุกๆ วัน แต่เป็นวันที่มีการรับน้องใหญ่ของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง  แต่พอช่วงจะขึ้นดอยนั่นแหละ…

doi53_dent.jpg

ตรงนั้นมีกลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นดอยกัน บางคนก็จูงเพื่อน บางกลุ่มก็กำลังก้มๆ เงยๆ ตะโกนบทท่องอะไรยาวๆ อยู่ แม่กดเปิดหน้าต่างเพื่อดูบรรยากาศ รถติดขนัดจนเราเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของแต่ละคนได้ชัด

ตอนนั้นเราเป็นเด็กก้อน ที่ถ้าจะเรียกว่าไม่ออกกำลังกายอาจจะซอฟท์ไป เรียกว่าไม่ขยับตัวเลยจะง่ายกว่า น้องสาวตัวตุ้ยในตอนนั้นรู็สึกถึงความโหดร้ายของการเดินขึ้นภูเขาเป็นอย่างมาก พอเห็นแบบนั้นแล้วเราก็หันไปพูดกับพ่อว่า

“พ่อ น้องไม่เข้ามหาลัยนี้หรอก มหาลัยอะไรบังคับเด็กวิ่งขึ้นเขา”

เด็กตัวอ้วนกลมสิวเกรอะวันนั้น… กล่าวไว้อย่างตั้งอกตั้งใจ และหมายมั่นปั้นมือว่าไม่มีทางแน่ๆ โดยที่ยังจำชื่อมหาลัยไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ภาพคนเหนื่อยอ่อนและเป็นลมวันนั้นมันช่างติดตาเหลือเกิน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ขณะที่ฉันกำลังเลือกเอารูปไปเก็บอยู่ ความทรงจำพวกนั้นกลายเป็นความทรงจำสีจางตั้งแต่ภาพที่พวกเราไปขับหลงทางในมหาลัยกันครั้งแรก จนถึงภาพตอนงานรับปริญญาไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำชัดเจนกว่ารูปถ่าย และในขณะที่ฉันกำลังตกอยู่ในภวังความทรงจำนั่นเอง ก็มีแจ้งเตือนกลุ่มไลน์ของเพื่อนสนิทขึ้นมา…

“ปีนี้ไปขึ้นดอยกันมั้ย?”

อาเตีย ผูกโป,
2017, July 7th

ปล. ถ้าว่างจะไปนะ

 

Advertisements