Journey friends

เวลาเดินทางไกล คุณใช้เวลาที่ว่างขณะเดินทางทำอะไรกันบ้าง?

หากเป็นคนที่โดยสารเครื่องบินบ่อยครั้งคงจะพอทราบกันว่า เวลาเดินทางเราจำเป็นต้องไปรอก่อนขึ้นเครื่อง แม้กระทั่งเวลาอยู่บนเครื่องก็ถือเป็นเวลาที่คุณไม่สามารถทำอะไรที่เป็นกิจลักษณะได้มากนัก แล้วพวกคุณทำอะไรกันล่ะ?

เล่นโทรศัพท์, ถ่ายภาพ, ฟังเพลง, หาของกิน, ดูหนังบนเครื่อง, นอน

ปกติเวลาเราเดินทางไฟลท์กลางคืนเราก็นอนเหมือนกัน แต่พอเป็นไฟล์ทกลางวันที่ยาวหน่อยจะเอางานเอกสารขึ้นไปทำ(สุดยอดมนุษย์งาน) แต่พักหลังๆ เรารู้สึกว่าโรคเครียดเรากำเริบจากการทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เราเลยต้องหาอย่างอื่นไปทำระหว่างเดินทางแทน และเราเลือก…

หนังสือ

ชาวต่างชาติเขาจะมี pocket book ติดกระเป๋าไว้ตลอด มันดูเท่ดี แต่ว่าเราเลือกเพราะเราขี้เกียจปิดเปิดโทรศัพท์เวลาขึ้นเครื่อง ขี้เกียจดูหนังบางทีก็หนังอาหรับดูไปแป๊บนึงก็หลับตามอาไปค่ะ -__-

พักหลังๆ มานี่เลยได้อ่านหนังสือเยอะมาก ตอนแรกก็หนังสือที่ซื้อมาทิ้งไว้นานแล้ว แล้วยังไม่ได้อ่าน ผ่านไปสามเดือนหนังสือที่เคยซื้อมาดองไว้หมด (เดินทางถี่นะช่วงนั้น) ต่อมาก็เริ่มอ่านไม่เลือกหน้าอ่ะ เราอ่านออกไม่กี่ภาษาในโลก เพราะฉะนั้นการหาหนังสือในร้านหนังสือสนามบินจึงจำกัดพอสมควร แต่มันทำให้เราได้อ่านแบบเท่าที่มีแล้วพบว่าหนังสือทุกเล่มมันมีอะไรของมันนะ

If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together. – African Proverb

ชีวิตเหมือนการเดินทางครั้งใหญ่ ถ้าอยากไปถึงจุดหมายไวก็ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปได้ไกลกว่านั้นลองหาเพื่อนร่วมทางดู… มีใครสักคนบอกเราไว้แบบนี้ (ไม่แน่ใจว่าเพื่อนหรือตัวละครในเกม)

แต่การหาเพื่อนร่วมทางสักคนมันก็ไม่ง่ายนะ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากเดินทางเดียวกับเรา บางคนก็อยากไปถึงจุดหมายเดียวกับเรา แต่เขาไม่ชอบทางที่เราเลือก เขามีวิธีเดินของเขา เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้ไปได้ไกล และไปได้เร็ว… ใช่เราเลือกทั้งคู่ เราเรียนรู้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า

คนรวยจะไม่เลือกอย่าใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้สมองอีกนิดเพื่อหาทางให้ได้มาทั้งสองอย่าง – จากหนังสือ ถอดรหัสสมองเงินล้าน

เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มหาทางที่จะได้มันมา เราไม่มีเพื่อนร่วมทางนั่นทำให้เราน่าจะไปได้ไวกว่าอยู่แล้ว แต่อะไรล่ะที่จะทำให้เราไปได้ไกล…

Don’t stop to educate yourself .

เอาจริงก็ หนังสือไงเพื่อนร่วมทางทีดีสำหรับคนที่มีเป้าหมายที่ไม่ซ้ำใคร

หนังสือไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่จะทำให้คุณไปได้ไกลขึ้นหรอก ความไกลมันอยู่ที่ระยะการวางเป้าหมายของคุณ (ซึ่งมันก็มีเหตุที่จะไกลขึ้นได้ด้วยการเปิดทัศนะในการมองโลกของคุณจากการอ่านหนังสือ) แต่ที่มั่นใจคือ หนังสือทำให้คุณไปเดินทางไวขึ้น

หนังสือคือที่เก็บความรู้มากมายที่ทำให้คุณฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ของบางคนช่วยย่นระยะเวลาการลองผิดลองถูก ความรู้ใหม่ๆ ทำให้คุณมองงานของคุณกว้างขึ้น ความเร็วเราไม่รู้ว่าคุณเทียบอย่างไรกับใคร เราเทียบกับตัวเองก่อนอ่านหนังสือกับหลังอ่านหนังสือเท่านั้นเอง แล้วมันก็เร็วขึ้นจริงๆ

พออ่านจบแล้ว… เราหวังว่าในกระเป๋าของคุณจะมีเพื่อนร่วมทางคนใหม่สักเล่มนะ

เตีย on the way

ปล. แถมในทางที่เป็นรูปธรรม ลองอ่านหนังสือตอนเดินทาง มันเหมือนเวลาผ่านไปไวขึ้นนะ (ฮ่า)

Advertisements

10,000 Hours to be pro

Good Monday morning!! 

โดนพื้นฐานเพลง Sunday morning ของ Maroon5 เป็นเพลงที่ชิวมาก แต่ถ้าต้องให้เลือกสักเพลงที่เหมาะกับ Monday morning ล่ะก็ถ้า beat ต่ำกว่า 100 ก็ไม่น่าใช่แล้วล่ะคุณ เพราะฉะนั้นมาเริ่มวันจันทร์ที่เร่าร้อนกันเถอะ! วันนี้จะเล่าเรื่องกฏ 10,000 ชั่วโมงของมิสเตอร์มัลคอม แกรดเวล ให้ฟัง! (จริงๆ มันเป็นกฏเก่าแล้วนะ แบบมีคนเขียนทฤษฎีมาบอกว่าแต่ละอาชีพมีแนวโน้มการพัฒนาที่ใช้จำนวนชั่วโมงต่างกัน เช่นนักกีฬาอาจจะใช้ชั่วโมงต่างกับทักษาะอื่นๆ 18% วาร์ปไปสิคะ)

กฏนี้ว่ากันง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณฝึกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างตั้งใจ 10,000 ชั่วโมงคุณจะกลายเป็น professional ในสิ่งๆ นั้น

คำว่า professional คือไม่ใช่แค่ทำได้ ไม่ใช่แค่ทำเป็น แต่เป็นเรื่องของการทำได้ดีมากมีความรู้ในระดับลึกซึ้งในเรื่องนั้นๆ  อย่าเพิ่งเอาไปปนกันมั่วล่ะ

malcolm-gladwell-14
Malcolm Gladwell

แต่ข้อแม้การฝึกก็คือ

  • ฝึกหนัก ไม่สนคำครหา
  • สนใจความก้าวหน้า พัฒนาตัวเอง ไม่เสียเวลานั่งมองคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว
  • ปรับเปลี่ยนการกระทำของคุณตลอดเวลา อย่าเพิ่งไปสอนคนอื่นแบบมั่วๆ ล่ะ มันจำทำให้จำอะไรผิดๆ
  • พัฒนาการเป้าหมายความสำเร็จตัวเอง (คล้ายๆ ก้าวข้ามขีดจำกัดไปเรื่อยๆ ) อย่าทำแต่สิ่งที่ตัวเองทำได้ดีแล้ว
  • ทำในสิ่งที่คุณไม่เก่งด้วย อย่าอยู่ใน comfort zone

นี่คือกฏคร่าวๆ ถ้าเรามาดูกันดีๆ มันก็ฮาร์ดคอร์อยู่นะ 10,000 ชั่วโมงทำแบบนี้วนๆ ไป… ไม่เก่งก็บ้าแล้วคุณ ปีหนึ่งเรามีเวลา 8,765 ชั่วโมง(รวมวันละ 24 ชั่วโมงเลยนะ) ฝึกแบบไม่หลับไม่นอนไม่พักไม่กิน ไม่ขับถ่าย ยังไม่พอเลย ._. ) ซึ่งฝึกแบบฮาร์ดขนาดนั้นมันก็ย่อมไม่ได้อะไรนอกจากเสียสุขภาพอยู่แล้ว

ทีนี้เรามาคิดกันแบบนักคณิตศาสตร์ดีกว่า

กฏหมายแรงงานกล่าวไว้ว่า

● เวลาทำงาน

  •  ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์งานอันตรายตามที่กำหนดในกฏกระทรวง
  •  ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

● เวลาพัก

  • ในวันที่มีการทำงานให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมงภายใน 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน
  • นาย จ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละ 1 ชั่วโมง ก็ได้แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาทีและเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง
  • กรณี งานในหน้าที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกันไป หรือเป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุดเสียมิได้นายจ้างจะไม่จัดเวลาพักให้ลูกจ้างก็ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

เอาง่ายๆ ก็คือต้องมีเบรควันละ 1 ชั่วโมง เราจะได้ทำงานเฉลี่ย 7 ชั่วโมงต่อวันอาทิตย์ละ 6 วันเป็นอย่างสูงที่กระทรวงแรงงานกำหนด -_- (ถ้าเกินกว่านี้ต้องได้ค่า OT) ละนะเพราะฉะนั้นมาตั้งสมการกันนะ

( 7 * 6 ) * 52 = 2,184

ใน 1 ปี ถ้าเราทำงานอย่างเข้มข้นไม่มีวันพัก ไม่มีวันหยุด ทำงานเต็มที่ทุกวันเพื่อเจ้านายที่รัก หัวหน้าที่เคารพ เราจะเป็นใหญ่ในสาขาเราภายใน 5 ปี เราว่านี่เป็น base on ที่เวลาเขารับ Director, chief, producer มันจะต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี

ข่าวดีก็คือเรามันจะมี base knowledge มาก่อนแล้ว อย่างเราก่อนจะมาทำงานก็ผ่านการเรียน 4 ปี ทำงานพิเศษรับจ๊อบ บลาๆๆ มาพอสมควร เพราะฉะนั้นเรามีค่าประสบการณ์มาประมาณ 4,300 ชั่วโมงแล้วกับอาชีพปัจจุบัน เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกังวลว่ากว่าคุณจะได้งาน ได้ทุกอย่างมันจะต้องผ่าน 4 ปี 5 ปี เราคุยกันแล้วนะว่านั่นสำหรับโปร!

แค่ทักษะที่เพียงพอในการทำงานน่ะ ไม่ได้ใช้ถึง 10,000 ชั่วโมง

Jlpt Hour
JLPT estimated hours of study

และหลายๆ ทักษะก็ไม่ได้ต้องการมากขนาดนั้น มาเทียบให้ดูกัน เราจะเทียบชั่วโมงของ JLPT ให้ดูนะ มันคือการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น ที่เราเพิ่งไปดิ่งมา [อ่านได้ที่นี่]

คุณจะเห็นว่ามันน้อยกว่านั้นมาก คุณใช้เวลา 900 ชั่วโมงอย่างเต็มที่คุณจะสามารถสอบผ่าน N1 ที่เป็นระดับสูงสุดของ JLPT ได้ระดับล่ามใช้ N2-N1 นะคุณ เก่งระดับรู้รากคำที่คนญี่ปุ่นแท้ๆ บางคนยังไม่รู้เลยนะ เป็นแบบ God of this field เห็นมั้ยมันคือการฝึกทักษะที่ต่างกัน ภาษาญี่ปุ่นจะว่าไปมันก็คือการฝึกทักษะภาษาใหม่นะ คุณจะสามารถสือสารได้ N4 เนี่ยสื่อสารได้แล้วใน 300 ชั่วโมง ถ้าคุณใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมงต่อวันครึ่งปีก็สื่อสารได้ชิวๆ แล้วล่ะ

เห็นมั้ยว่าไม่ต้องไปท้อกับ 10,000 มันมากนักก็ได้นะ คุณสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ คือทักษะพื้นฐานก็ทำเงินได้แล้วล่ะ แต่ว่าถ้าเกิดคุณอยากได้เงินในระดับที่แตกต่างไป เราก็ขอแนะนำ 10,000 ชั่วโมงนี้แหละ

คนเราได้รับค่าตอบแทนเท่ากับผลงานที่เรากระทำ
แรงกริยา = แรงปฏิกริยา

นี่เป็นกฏที่ต้องจำ ท่องวนไปค่ะ! ในโลกนี้มีนักร้องที่ได้เงิน 6,000 ต่อคืน และนักร้องที่ได้ 100,000 ต่อ 2 เพลงอยู่ค่ะ เขาต่างกันแค่ชั่วโมงบินจำไว้! จะเป็นแบบไหนมันอยู่ที่คุณเลือกนะ ^^

สู้ต่อไปนะ
F.

ปล. จริงๆ อยากเล่าเรื่องการเสริมสร้างทักษะใหม่และจำนวนชั่วโมงที่ต้องใช้ด้วย แต่ติดไว้ก่อนนะ เดี๋ยวมาเล่าทีหลัง ไปทำชั่วโมงบินเพิ่มก่อน

 

life coach for eco class

ทำไมเดี๋ยวนี้คนต้องการไลฟ์โค้ช?
419014c99f4055c40f70fc90dee169e2.jpg

นี่เป็นคำถามของเราไม่เข้าใจว่าชีวิตเรามันยากขนาดไหน ขนาดต้องมีคนมาคอยสอนเลยหรอ โดยปรกติแล้วโค้ชในความคิดฉันคือโค้ชทางกีฬา เช่น โค้ชบอล โค้ชวอลเล่ย์ เทรนเนอร์ฟิตเนส หรือแม้กระทั่งโค้ช The voice อันนั้นคือในสายวิชาชีพเฉพาะเข้าใจได้ เราคิดว่าพอเข้าใจคนที่ไปหา life coach นะ มันน่าจะเป็นฟีลลิ่งแบบ

มีชีวิตได้แต่ไม่ได้แปลว่าใช้ชีวิตเป็น

เหมือนขับรถน่ะ คุณเหยียบคันเร่งแล้วรถแล่นออกไปคือคุณขับได้ แต่เอาตัวรอดบนถนนได้ดีแค่ไหนคือขับรถเป็น ชีวิตก็ในทำนองเดียวกัน หายใจ กินอาหาร สืบพันธุ์ พักผ่อน ขับถ่าย คือพื้นฐานเรียกว่าใช้ชีวิตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณใช้ชีวิตเป็นถูกมั้ย? อะไรประมาณนี้รึเปล่านะที่ทำให้พวกคุณไปหา life coach กัน

ทีนี้ฉันค่อนข้างสนใจใน success rate ขอโทษนะมันอดไม่ได้จริงๆ

ไปหา life coach แล้วมี success rate ในชีวิตมากขึ้นแค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ขอโดยค่าประมาณก็ได้…?

การประสบความสำเร็จเนี่ยมันน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างคือ ตัวคุณกับตัวโค้ช ในเปอร์เซนต์ที่แตกต่างกันไปตามความ self ของแต่ละคน

แต่ไลฟ์โค้ชเขาไม่มีทางรู้จักคุณได้ดีไปกว่าตัวคุณซึ่งประเด็นไม่ใช่ความเก่งของโค้ช แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตัวคุณ มันชัดเจนออกคุณไม่มีทางเปิดเผยความลับ เรื่องหน้าอาย ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของคุณทั้งหมดกับคนที่คุณเพิ่งเจอ แม้ว่าคุณจะเชื่อมั่นว่าเขาเก่งเพียงใดก็ตาม

 

สำนวนที่ว่าโครงกระดูกในตู้ มันมีกันทุกคนนั่นแหละ

ถามจริงเลยนะ เคยกรอกน้ำหนัก ส่วนสูงที่แท้ทรูบ้างมั้ย ถ่ายรูปแบบ no filter บ่อยแค่ไหน?

คุณไม่มีทางจะเปิดใจเต็มที่ได้ในครั้งแรก ต่อให้คุณเชื่อมั่นหรือรักเขามากแบบไม่มีเงื่อนไขแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าปัญหาที่มีอยู่ในใจมันไม่ถูกแก้ให้ตรงจุด คุณจะก้าวต่อไปได้ไง

เราจะบอกทริคที่ทำให้คุณคิดว่ามันแก้ได้เลยจากการอบรม คือการที่คุณเอาปัญหาที่มี priority รองๆ มีความน่าอายน้อยกว่าปัญหาจริง เดินเข้าไปในการอบรมแล้วก็แก้ไขปมนั้น จริงอยู่ที่ปัญหานั้นแก้ได้ แล้วปัญหา The first priority ล่ะ ปัญหาที่มันเป็นโครงกระดูกในตู้ของคุณน่ะ แก้ได้รึเปล่า วันนี้คุณจริงใจกับตัวเองมากแค่ไหนกันนะ?

ถ้าตัวคุณไม่ใช้ความร่วมมือในการให้คนแปลกหน้าที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตคุณมาช่วยคุณแก้ปัญหานี่แย่เลยนะ Oops I did it again!

แล้วถ้าชีวิตคุณต้องการความช่วยเหลือขึ้นมาล่ะ​ พอจะมีทางไหนบ้างมั้ยที่จะช่วยได้?

25c41eed283bd7af84d8229e3ac38e03.jpg

ทุกอย่างที่เขาเอาไปพูดบนเวทีคุณสามารถหาอ่านได้ตามหนังสือทั่วๆ ไปตามท้องตลาดเลย เขาแค่เอามา Match up เท่านั้นคล้ายๆ เพลง cover version (ปฏิเสธไม่ได้บางทีคนก็ชอบเวอร์ชั่นนี้กว่า)

หนังสือ 1 เล่ม ราคาประมาณ 200 บาท อ่านซ้ำได้บ่อยเท่าที่คุณต้องการ อบรม 1 ครั้งราคาโดยประมาณ 5,000 บาทโดยพื้นฐานนะ คุณสามารถนำเงินนั้นมาซื้อหนังสือได้ซื้อหนังสือได้ 25 เล่ม คุณใช้เวลาอ่าน อย่างช้าอาทิตย์ละ 1 เล่มคุณจะอ่านได้เกือบครึ่งปี

แทนที่จะจ่ายเงินให้คนที่รู้จักเราแค่ชื่อตอนลงชื่ออบรมมาสอนให้เราทำนู่นทำนี่ เราว่าพวกคุณทุกคนฉลาดถ้ามีประโยคไหนในหนังสือแม้แต่ประโยคเดียวก็อาจดลในคุณได้ แรงบันดาลใจระดับ 200 บาทอาจจะสามารถสร้างเงิน 200 ล้านได้นะคุณ ไม่แพงเลยเห็นมั้ย?

มาพูดถึง success rate กันด้วยดีกว่าไหนๆ ก็ลองมากันได้ถึงนี้แล้ว

การอบรมแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย 1,000-10,000 บาทโดยประมาณ ใช้เวลา 4 – 6 ชั่วโมง หักการกินอาหารกลางวันแล้ว ไม่รวมค่าเดินทางหรือค่าที่พักซึ่งขอตัดออกตรงนี้เพื่อความสะดวกในการเข้าใจ

สมมติว่าโค้ชต้องการปลดปัญหาระดับ second priority ของทุกคนในห้องอบรม ต้องใช้การพูดอยู่ประมาณ 5 หัวข้อคือ (base on ปัญหาที่คนชอบไปถามหมอดู) ชีวิต การงาน การเงิน ความรัก สุขภาพ

เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณมีปัญหาที่เป็น second priority 1 ข้อ จากการอบรม 1 วันเต็มๆ คุณจะได้รับการพูดเพื่อแก้ปัญหาของคุณเต็ม limit คือ 1 ชั่วโมง เพราะเขาต้องพูดปัญหาอื่นๆ เพื่อคนอื่นด้วย แต่ถ้าคุณมีปัญหาหลายข้อ มันก็กำไร ^^ แต่อย่าลืมว่าคุณได้ second priority problem นะ -_,-

ดังนั้นคุณจ่ายเงิน 5,000 บาทเพื่อแก้ไข 1 หัวข้อในเวลา โดยเสียเวลาไปฟังหัวข้ออื่นๆ อีก 4 ชั่วโมง ด้วย success rate อย่างมาก 50% (เพราะมันขึ้นอยู่กับคุณอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง อย่างที่บอกไปว่ามันมี 2 ส่วนนี่ใจดีแบ่งให้ครึ่งๆ เลยนะ)

ทีนี้มาเทียบกันกับหนังสือ เงิน 5,000 บาทซื้อหนังสือได้ประมาณ 15~27 เล่มถ้าคุณอ่านหนังสือ 15 ถึง 27 เล่มเพื่อแก้ปัญหา 1 หัวข้อ คุณคิดว่ามันมี success rate สูงกว่ามั้ย?

สูงกว่าเห็นๆ 

โดยปกติเวลา 1 ชั่วโมงที่มนุษย์ 1 คนพูดจะสามารถพูดได้มากสุดจาก 4 แหล่งอ้างอิงโดยคร่าว (เทียบกับเวลาการสอบวิจัย 15 นาที /หัวข้อ โดยประมาณ) เพราะฉะนั้นการพูด 1 ชั่วโมงจะทำให้คุณได้หนังสือประมาณ 4 เล่ม =_= ซึ่งแน่นอนว่าไม่ถึง เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ อีกเช่นการให้น้ำหนักหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมากกว่า หรือแม้แต่ concentrate rate ของคุณที่ขึ้นลงตามเวลาการนั่งฟังด้วย ^^

ถ้าลองเทียบราคากับก็จะได้หนังสือ 4 เล่มเทียบกับหนังสือ 15 ถึง 27 เล่ม … อัตราการประสบความ

สำเร็จต่างกันเป็นเท่าตัว (พอคิดเป็นตัวเลขแล้วน่ากลัวจริงๆ)

ถ้าไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เอาข้อมูลในหนังสือมาย่อย แล้วค่อยไปปรับใช้กับชีวิตล่ะ จะทำอย่างไร?

เรื่องใหญ่เนอะ เราว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ทุกคนไปหาโค้ชคือ ไม่มีเวลาอ่าน ซื้อมาแล้วเทิดหิ้ง อ่านจบแล้วลืม ไม่ได้เอาไปใช้จริง ตีความหนังสือไม่ออก … ยากจริงๆ เหมือนเปิด youtube รายการทำอาหารแล้วต้มมาม่ามานั่งดู ขี้เกียจทำเอาง่ายไว้ก่อน (เราก็เป็น)

เรามีทางง่ายๆ มาให้!

347ae9f2fd014528b033ef1cb6ccb589.jpg

เอาแบบขี้เกียจๆ เลยนะ หาหนังสือมาอ่านยังขี้เกียจเลย หรืออาจจะเหม็นหน้าพนักงานร้านหนังสือ มีปัญหาตอนไปเดินเลือก ทุนทรัพย์ไม่ถึง 200 บาท ไม่มีเวลาไปหา ขอแนะนำให้เข้า pinterest แล้ว search ไปที่ quotes, life, fight อะไรประมาณนั้น มันจะมีคำคมเท่ๆ ขึ้นมาเพียบหมดเราเคยอ่านหนังสือของบางท่านนะ เหมือนเอาคำคมใน pinterest มาเรียงแปลเรียงกัน (รู้สึกเปลืองเงินเบาๆ เหมือนกันในบางที)

คุณลองแตกปัญหาตัวเองออกมาเป็นข้อๆ แบบจริงใจกับตัวเองนะ แล้วก็คิดตาม method อะไรสักอย่างที่คุณเจอในหนังสือ ใครเลือกหนังสือศาสนาอาจจะเจอ อริยสัจ 4 ใครเลือกพวกหนังสือ born to be hero ก็อาจจะได้แนวคิดแบบ deadpool มาปรับใช้ก็ได้ มันขึ้นอยู่กับปัญหาคุณเลยนะเอาให้เหมาะ จัดไปอย่าให้เสีย

เราว่าจริงๆ ทุกท่านฉลาดแหละ เพียงแต่ขาดประโยคสักประโยค หรือคำให้กำลังใจสักคำหนึ่ง เพลงให้กำลังใจดีๆ สักเพลง กาแฟร้อนๆ สักแก้ว

แล้ว… ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เดินไปกอดคุณพ่อ กอดคุณแม่ กอดคุนที่คุณรัก คนที่รักคุณ ชีวิตคนเรามันก็ง่ายแบบนี้แหละ ^^

สู้ๆ นะทุกคน เป็นกำลังใจให้
อาเตีย, โป
2017, July 19

ปล. ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ว่าว่าไลฟ์โค้ชไม่ดีนะ โค้ชดีและเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งจริงๆ เราแค่เสนอทางระดับ eco ให้เท่านั้น
ปล.2 ต้องขอโทษที่ตีทุกอย่างเป็นตัวเลขและเรทเวลา เรารู้ว่าบางคนใช้ชีวิตยืดหยุ่นกว่านั้น 🙂

 

invisible trap

กับดักที่มองไม่เห็น

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการเดินเข้าหาเป้าหมายมันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจออุปสรรค มีศัตรู มีเรื่องที่ไม่เข้าท่า บางทีเราก็ทำอะไรโง่ๆ ลงไปโดยถือว่าเป็นการเรียนรู้ แต่มันมีหนึ่งสิ่งที่คนมักจะลืมสิ่งนั้นคือ

โอกาสอื่นที่เข้ามา

โอกาสอื่นๆ ที่ไม่ใช่โอกาสที่เราต้องการ หากมองกันตามหลักตรรกศาสตร์แล้ว มันย่อมเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่นำเราไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเรา แต่น่าตกใจที่มักจะมีคนตกลงไปในกับดักนี้กันเยอะมาก เหตุผลน่ะหรือ ง่ายนิดเดียว…

ทางที่เรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายของเรามักจะยากเสมอ และเจ้าสิ่งที่เรียกว่า โอกาสอื่นมักจะแวะเข้ามาตอนที่เรากำลังเหนื่อยล้ากับเป้าหมายเสมอ มันจะเป็นสิ่งที่หอมหวาน เพราะมันคือโอกาสไง แต่ในความจริงแล้ว มันหอมหวานจริงหรือ? ตามหลักทั่วไปแล้ว ฉันไม่มีคำตอบให้คุณในเรื่องนี้ แต่เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะเล่าให้ฟังแล้วคุณก็ไปชั่งใจเอาเองนะ … อยากบอกอีกนิดก่อนว่า กับดักอันนี้ มันดูออกยากมาก

ตัวละครสมมติ เจน โด (เหมือนการตั้งชื่อเหยื่อฆาตกรรมที่ยังระบุชื่อไม่ได้ในอเมริกา)

เจน โดต้องการจะเปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง แต่ว่ามันยากมากเมื่อเธอยังไม่มีเงินทุน และตอนนี้เธอก็รับเป็นผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนมหาวิทยาลัยในการมาทำงาน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ของเธอเริ่มยื่นสมัครทำงานบริษัทห้างร้านกันแล้วเพื่อหางานประจำกันหลังเรียนจบ และเพื่อนสนิทของเจน โดก็เกิดเป็นห่วงเจน โดขึ้นมาจึงได้ชักชวนเธอไปสมัครงานเป็นพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินด้วยกัน ประวัติการเรียนของเจน โดถือว่าดีถึงขั้นดีมากและงานพิเศษที่เธอกำลังทำอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะอีกนาน กว่าเธอจะได้เงินมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่ถ้าหากว่าทำงานประจำล่ะ ด้วยสมองที่ดีของเธอเธอต้องก้าวหน้าในหน้าที่การงานแน่ๆ คำถามคือเจน โด ควรทำอย่างไร?

ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไหนก็ไม่ถือว่าผิด! แต่ตรรกะศาสตร์มีคำตอบให้คุณเสมอ!!! ฉันจะตีเป็นสมการให้ฟังนะ

เป้าหมายของเจน โด คือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง

ตัวเลือกของเจนโด

  1. ทำงานร้านอาหารพาร์ทไทม์เพื่อเก็บเงิน
    ข้อดีคือ ได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำร้านอาหาร
    อุปสรรคคือ เงินน้อยใช้เวลานาน
  2. ทำงานประจำกับเพื่อน
    ข้อดีคือ ได้เงินเร็วกว่า มีความมั่นคง
    อุปสรรคคือ ใช้เวลาทำงานเต็มวันไม่มีเวลามาจัดการเรื่องร้านอาหาร หรือสุดท้ายอาจจะต้องทิ้งเรื่องร้านอาหารไป แล้วติดอยู่กับการทำงานประจำตลอดไป

ข้อสังเกต : เจน โด เรียนเก่ง, เพื่อนๆ ของเจน โดหางานประจำ

ทุกตัวเลือกมีอุปสรรค  และข้อดีของตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าทางไหนก็ดีทั้งนั้น แล้วในเรื่องแบบนี้ คำตอบไหนล่ะที่ถูก จำไว้นะคะทุกคน! การที่จะตอบคำถามใดให้ถูกนั้นขึ้นอยู่กับโจทย์

โจทย์ของคนอื่น หรือสังคม หรือเพื่อนสนิทของเจน โด คือ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง แล้วโจทย์ของเจน โด ล่ะ… โจทย์ของเจน โดคือ เปิดธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง! ชัดรึยัง!

แล้วถ้าเจน โดดันไปเลือกข้อสอง มันจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจน โดกำลังใช้ชีวิตตัวเองเพื่อเป้าหมายของคนอื่น ถูกมั้ยคะ?​

Be yourself! even if someone else say somethings better!

คุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตที่มีค่าของคุณ ไปกับสิ่งที่คุณอยากได้จริงๆ เท่านั้นและอย่าให้คนที่คุณก็ไม่ได้ชอบขี้หน้ามากนัก หรือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในชีวิตคุณเข้ามาเปลี่ยนทางของชีวิตคุณง่ายๆ ฉันรู้ค่ะ ว่ามันยากเวลาที่เจอสิ่งล่อตาล่อใจ… แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เตรียมโยนความฝันของคุณลงถังขยะไปได้เลย

สำหรับใครที่หลงทางไปแล้ว มีสองอย่างให้คุณได้คิด อย่างแรกคือ บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่การหลงทางก็ได้นะ คุณต้องพิจารณาดีๆ ก่อน ฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี…
แต่ถ้าหากว่าคุณมั่นใจว่าหลงทางแน่ๆ แล้ว ฉันมีข่าวดีว่าอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้าจะมี u-turn ชิดขวาไว้เลย แล้วเตรียมตัวให้ดี

ขอให้คุณโชคดี และเดินทางโดยสวัสดิ์ภาพ

อาเตีย, โป
2017, July 18

ปล. เทคนิคการดูว่าทางที่คุณเดินมันถูกรึยังง่ายๆ คือ ถ้ามันยากน่ะ ถูกทางแล้ว